พุยพุย

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560



บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่17
วันศุกร์ที่28เมษายน2560
โปรแกรมการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program)
แผน IEP
•            แผนการศึกษาที่ร่างขึ้น
•            เพื่อให้เด็กพิเศษแต่ละคนได้รับการสอน และการช่วยเหลือฟื้นฟูให้เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของเขา
•            ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก
•            โดยระบุเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการใช้แผนและวิธีการวัดประเมินผลเด็ก
การเขียนแผน IEP
•            คัดแยกเด็กพิเศษ
•            ครูต้องรู้ว่าเด็กมีปัญหาอะไร
•            ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นระยะ จะทำให้ทราบว่าจะต้องเริ่มช่วยเหลือเด็กจากจุดไหน ในทักษะใด
•            เด็กสามารถทำอะไรได้  / เด็กไม่สามารถทำอะไรได้
•            แล้วจึงเริ่มเขียนแผน IEP
IEP ประกอบด้วย
•            ข้อมูลส่วนตัวของเด็ก
•            ระบุว่าเด็กมีความจำเป็นต้องได้รับบริการพิเศษอะไรบ้าง
•            การระบุความสามารถของเด็กในขณะปัจจุบัน
•            เป้าหมายระยะยาวประจำปี / ระยะสั้น
•            ระบุวัน เดือน ปี ที่เริ่มทำการสอน และคาดคะเนการสิ้นสุดของแผน
•            วิธีการประเมินผล
ประโยชน์ต่อเด็ก
•            ได้เรียนรู้ตามความสามารถของตน
•            ได้มีโอกาสพัฒนาตามศักยภาพของตน
•            ได้รับการศึกษาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม
•            ถ้าเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนจะไม่ถูกจัดเข้าชั้นเรียนเฉยๆ
ประโยชน์ต่อครู
•            เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ตรงกับความสามารถและความต้องการของเด็ก
•            เป็นแนวทางในการเลือกสื่อการสอนและวิธีการสอนให้เหมาะกับเด็ก
•            ปรับเปลี่ยนได้เมื่อความต้องการเปลี่ยนแปลงไป
•            เป็นแนวทางในการประเมินผลการเรียนและการเขียนรายงานพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็ก
•            ตรวจสอบและประเมินได้เป็นระยะ
ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
•            ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการเรียนรายบุคคล เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความสามารถได้สูงสุดตามศักยภาพ
•            ทราบร่วมกับครูว่าจะฝึกลูกของตนอย่างไร
•            เกิดความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิดระหว่างบ้านกับโรงเรียน
ขั้นตอนการจัดทำแผนการศึกษารายบุคคล
1.  การรวบรวมข้อมูล
·        รายงานทางการแพทย์
·        รายงานการประเมินด้านต่างๆ
·        บันทึกจากผู้ปกครอง ครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง
2.  การจัดทำแผน
·        ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง
·        กำหนดจุดมุ่งหมายระยะยาวและระยะสั้น
·        กำหนดโปรแกรมและกิจกรรม
·        จะต้องได้รับการรับรองแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
การกำหนดจุดมุ่งหมาย
•            ระยะยาว
•            ระยะสั้น
จุดมุ่งหมายระยะยาว
•      กำหนดให้ชัดเจน แม้จะกว้าง
–          น้องนุ่นช่วยเหลือตนเองได้
–          น้องดาวร่วมมือกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
–          น้องริวเข้ากับเพื่อนคนอื่นๆได้
จุดมุ่งหมายระยะสั้น
•            ตั้งให้อยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายหลัก
•            เป็นพฤติกรรมที่เด็กสามารถทำได้ในระยะ 2-3 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์
•            จะสอนใคร
•            พฤติกรรมอะไร
•            เมื่อไหร่ ที่ไหน (ที่พฤติกรรมนั้นจะเกิด)
•            พฤติกรรมนั้นต้องดีขนาดไหน
3. การใช้แผน
·        เมื่อแผนเสร็จสมบูรณ์ ครูจะนำไปใช้โดยจะใช้แผนระยะสั้น
·        นำมาทำเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
·        แยกย่อยขั้นตอนการสอนให้เหมาะกับเด็ก
·        จัดเตรียมสื่อและจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
·       ต้องมีการสังเกตเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและความสามารถ โดยคำนึงถึง
1.   ขั้นตอนพัฒนาการของเด็กปกติ
2.  ตัวชี้วัดพื้นฐานที่เกี่ยวกับปัญหาของพัฒนาการเด็ก
3.  อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมของเด็กและผู้ใหญ่ที่มีผลต่อการแสดงออกของเด็ก

4.  การประเมินผล
·        โดยทั่วไปจะประเมินภาคเรียนละครั้ง หรือย่อยกว่านั้น
·        ควรมีการกำหนดวิธีการประเมิน และเกณฑ์วัดผล
** การประเมินในแต่ละทักษะหรือแต่ละกิจกรรมอาจใช้วิธีวัดและกำหนดเกณฑ์แตกต่างกัน**

ประเมินหลังการเรียนรู้

ประเมินอาจารย์

อาจารยืเตรียมการสอนมาได้ดีมาก ทำให้การสอนของอาจารยืไม่น่าเบื่อ สนุกทำให้บรรยากาศในห้องน่าเรียนมากขึ้นและยังยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน


ประเมินตนเอง

ตั้งใจเรียนเมื่ออาจารย์ถามสามารถตอบได้ เข้าเรียนตรงเวลาทุกครั้ง
  




บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่16
วันศุกร์ที่21เมษายน2560

ไปเข้าค่ายผู้กับกับลูกเสือ



บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่15
วันศุกร์ที่14เมษายน2560

วันหยุด สงกรานต์





บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่14
วันศุกร์ที่7เมษายน2560

อาจารย์ติดราชการที่ จ.อ่างทอง



บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่13
วันศุกร์ที่31มีนาคม2560


ไม่มีการเรียนการสอน


วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่12
วันศุกร์ที่24มีนาคม2560
การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
•   เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
•   ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด 
•   เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach)
1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
•    เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
•    เกิดผลดีในระยะยาว
•    เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
•    แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program; IEP)
•     โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน
2.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
•   การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน (Activity of Daily Living Training)
•   การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
•   การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)
3. การบำบัดทางเลือก
•   การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
•   ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy)
•   ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
•   การฝังเข็ม (Acupuncture)
•   การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy)
การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication ; AAC)
1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
•   เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
•   เกิดผลดีในระยะยาว
•   เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
•   แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  (Individualized Education Program; IEP)
•   โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน
2.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
•   การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน (Activity of Daily Living Training)
•   การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
•   การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)
3. การบำบัดทางเลือก
•   การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
•   ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy)
•   ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
•   การฝังเข็ม (Acupuncture)
•   การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy
      การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication ; AAC)
•             การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
•             โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System; PECS)
•             เครื่องโอภา (Communication Devices)
•             โปรแกรมปราศรัย
บทบาทของครู
•             ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู
•             ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู
•             จัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน
•             ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง
การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ
1. ทักษะทางสังคม
•   เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการพ่อแม่
•   การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข
กิจกรรมการเล่น
•   การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม
•   เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ
•   ในช่วงแรกๆ เด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน  แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง
ยุทธศาสตร์การสอน
•   เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีเล่น  ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
•   ครูเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ
•   จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง
•   ครูจดบันทึก
•   ทำแผน IEP
การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง
•   วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายๆอย่าง
•   คำนึงถึงเด็กทุกๆคน
•   ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-4 คน
•   เด็กปกติทำหน้าที่เหมือน “ครู” ให้เด็กพิเศษ
ครูปฏิบัติอย่างไรขณะเด็กเล่น
•   อยู่ใกล้ๆ และเฝ้ามองอย่างสนใจ
•   ยิ้มและพยักหน้าให้ ถ้าเด็กหันมาหาครู
•   ไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป
•   เอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่น
•   ให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม
การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น
•   ครูพูดชักชวนให้เด็กร่วมเล่นกับเพื่อน
•   ทำโดย “การพูดนำของครู”
ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฎเกณฑ์
•   ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ
•   การให้โอกาสเด็ก
•   เด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆเหมือนเพื่อนในห้อง
•   ครูต้องไม่ใช้ความบกพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง
2. ทักษะภาษา
การวัดความสามารถทางภาษา
•   เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม
•   ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม
•   ถามหาสิ่งต่างๆไหม
•   บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
•   ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม
การออกเสียงผิด / พูดไม่ชัด
•   การพูดตกหล่น
•   การใช้เสียงหนึ่งแทนอีกเสียง
•   ติดอ่าง
การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
•   ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
•   ห้ามบอกเด็กว่า  “พูดช้าๆ”   “ตามสบาย”   “คิดก่อนพูด”
•   อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
•   อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
•   ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
•   เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน
ทักษะพื้นฐานทางภาษา
•   ทักษะการรับรู้ภาษา
•   การแสดงออกทางภาษา
•   การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด
ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
•   การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
•   ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
•   ให้เวลาเด็กได้พูด
•   คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
•   เป็นผู้ฟังที่ดีและโตต้อบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
•   เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังเพียงอย่างเดียว
•   ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
•   กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
•   เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
•   ใช้คำถามปลายเปิด
•   เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
•   ร่วมกิจกรรมกับเด็ก
3. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
การสร้างความอิสระ
•   เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง
•   อยากทำงานตามความสามารถ
•   เด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อน เด็กที่โตกว่า และผู้ใหญ่
ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ
•   การได้ทำด้วยตนเอง
•   เชื่อมั่นในตนเอง
•   เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี
หัดให้เด็กทำเอง
•   ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น (ใจแข็ง)
•   ผู้ใหญ่มักทำสิ่งต่างๆให้เด็กมากเกินไป
•   ทำให้แม้กระทั่งสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เองหากให้เวลาเขาทำ
•   “ หนูทำช้า ”  “ หนูยังทำไม่ได้ ”
จะช่วยเมื่อไหร่
•   เด็กก็มีบางวันที่ไม่อยากทำอะไร , หงุดหงิด , เบื่อ , ไม่ค่อยสบาย
•   หลายครั้งเด็กจะขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว
•   เด็กรู้สึกว่ายังมีผู้ใหญ่ที่พึ่งได้ แต่ต้องได้รับความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่เด็กต้องการ
•   มักช่วยเด็กในช่วงกิจกรรม
ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง
•   แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ
•   เรียงลำดับตามขั้นตอน
การเข้าส้วม
•   เข้าไปในห้องส้วม
•   ดึงกางเกงลงมา
•   ก้าวขึ้นไปนั่งบนส้วม
•   ปัสสาวะหรืออุจจาระ
•   ใช้กระดาษชำระเช็ดก้น
•   ทิ้งกระดาษชำระในตะกร้า
•   กดชักโครกหรือตักน้ำราด
•   ดึงกางเกงขึ้น
•   ล้างมือ
•   เช็ดมือ
•   เดินออกจากห้องส้วม
สรุป
•   ครูต้องพยายามให้เด็กทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง
•   ย่อยงานแต่ละอย่างเป็นขั้นๆ
•   ความสำเร็จขั้นเล็กๆนำไปสู่ความสำเร็จทั้งมวล
•   ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง
•   เด็กพึ่งตนเองได้ รู้สึกเป็นอิสระ
4. ทักษะพื้นฐานทางการเรียน
เป้าหมาย
•   การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้ 
•   มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
•   เด็กรู้สึกว่า “ฉันทำได้”
•   พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
•   อยากสำรวจ อยากทดลอง
ช่วงความสนใจ
•   ต้องมีก่อนการเรียนรู้อื่นๆ
•   จดจ่อต่อกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่งได้นานพอสมควร
การเลียนแบบ
การทำตามคำสั่ง คำแนะนำ
•   เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดชัดหรือไม่
•   เด็กเข้าใจคำศัพท์ที่ครูใช้หรือไม่
•   คำสั่งยุ่งยากซับซ้อนไปหรือไม่
การรับรู้ การเคลื่อนไหว
•   ได้ยิน เห็น สัมผัส ลิ้มรส กลิ่น
•   ตอบสนองอย่างเหมาะสม
การควบคุมกล้ามเนื้อเล็ก
•   การกรอกน้ำ ตวงน้ำ
•   ต่อบล็อก
•   ศิลปะ
•   มุมบ้าน
•   ช่วยเหลือตนเอง
ตัวอย่างอุปกรณ์สำหรับเด็กพิเศษ
•   ลูกปัดไม้ขนาดใหญ่
•   รูปต่อที่มีจำนวนชิ้นไม่มาก


ความจำ
•   จากการสนทนา
•   เมื่อเช้าหนูทานอะไร
•   แกงจืดที่เรากินใส่อะไรบ้าง
•   จำตัวละครในนิทาน
•   จำชื่อครู เพื่อน
•   เล่นเกมทายของที่หายไป
การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ
•   จัดกลุ่มเด็ก
•   เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
•   ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจนว่าต้องทำที่ไหน
•   ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง
•   ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
•   ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
•   บันทึกว่าเด็กชอบอะไรที่สุด
•   รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
•   มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
•   เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
•   พูดในทางที่ดี
•   จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว
•   ทำบทเรียนให้สนุก
ประเมินหลังการเรียนรู้
ประเมินอาจารย์
อาจารย์เตรียมแผนการสอนและวิธีการสอนมาอย่างดีมีการสาธิตตัวอย่างให้ดูเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น
ประเมินตนเอง

เข้าเรียนตามเวลาตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน