พุยพุย

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560


บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่8
วันศุกร์ที่24กุมภาพันธ์2560

เป็นสัปดาห์ของการสอบ





บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่7
วันศุกร์ที่17กุมภาพันธ์2560

ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนเกษมพิทยา

ก่อนการเข้าศึกษาดูงานภานใยห้องเรียนก็มีการทำกิจกรรมร่วมกับเด้กบริเวณหน้าเสาธง







หลังจากที่ทำกิจกรรมหน้าเสาธงเสร็จเรียบร้อยเเล้วก็เข้ามาในห้องประชุมของโรงเรียนเพื่อฟังคำบรรยายก่อนการเข้าห้องเรียนไปสังเกตเด็ก






ห้องที่ดิฉันได้เข้าไปสังเกต คือห้องอนุบาล 3/1 จะมีน้องที่เป็นเด้กพิเศษอยู่4คน มีลักษณะเเตกต่างกัน ดังนี้
       น้องเอ (นามสมมุติ)    อายุ 6 ขวบ มีพัฒนาการช้า เกิดจากลมชัก มักจะถามคำถามเดิมซ้ำๆไปมา
       น้องบี  (นามสมมุติ)    อายุ 6 ขวบ มีปัญญาหาทางด้านการได้ยินเสียง เวลาพูดกับน้องต้องพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำเเละมีท่าทางประกอบ
       น้องซี   (นามสมมุติ)  อายุ 8ขวบ จะพูดเสียงดังกระชากเสียง
       น้องดี    (นามสมมุติ)  เป็นสมาธิสั้นขั้นรุนเเรง 





หลังจากที่สังเกตเสร็จแล้วก้มารับประทานอาหารร่วมกันมอบของที่ระลึกถ่ายรูปร่วมกัน

ประเมินหลังการเรียนรู้
ประเมินอาจารย์
อาจารย์ดูแลนักศึกษาเป็นอย่างดี 
ประเมินโรงเรียน
โรงเรียนให้การต้อนรับเป็นอย่างดี 
ประเมินตนเอง
สามารถอยู่กับเด็กพิเศษได้ทำให้รู้สึกอบอุ่นเข้าใจเด็กมากขึ้น





บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่6
วันศุกร์ที่10กุมภาพันธ์2560

ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากเข้าร่วมกิจกรรมการเเข่งขันประกวดมารยาทไทยของคณะศึกษาศาสตร์




บันทึกหลังการเรียนรู้ครั้งที่5
วันศุกร์ที่3กุมภาพันธ์2560

ไม่มีการเรียนการสอนอาจารย์ติดราชการ








บันทึกหลังการเรียนครั้งที่4
วันศุกร์ที27มกราคม2560

เนื้อหาการเรียน
เรื่องประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

เนื้อหาการเรียน
เรื่องประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Children with Speech and Language Disorders)

เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด
หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด

1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disorders)
•   เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป "ความ" เป็น "คาม"
•   ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง "กิน" "จิน"  กวาด ฟาด
•   เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องลงไปด้วย "หกล้ม" เป็น "หก-กะ-ล้ม"
•   เสียงเพี้ยนหรือแปล่ง "แล้ว" เป็น "แล่ว"

    2. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (speech Flow Disorders)
•   พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
•   การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
•   อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป
•   จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ
•   เสียงพูดขาดความต่อเนื่อง สละสลวย

   3. ความบกพร่องของเสียงพูด Voice Disorders) 
•   ความบกพร่องของระดับเสียง
•   เสียงดังหรือค่อยเกินไป
•   คุณภาพของเสียงไม่ดี

 ความบกพร่องทางภาษา 
หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้
1. การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language)  
•   มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
•   มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
•   ไม่สามารถสร้างประโยคได้
•   มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
•   ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ

2. ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่าDysphasia หรือ aphasia 
•   อ่านไม่ออก (alexia)
•   เขียนไม่ได้ (agraphia )
•   สะกดคำไม่ได้
•   ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
•   จำคำหรือประโยคไม่ได้
•   ไม่เข้าใจคำสั่ง
•   พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้

Gerstmann’s syndrome
•   ไม่รู้ชื่อนิ้ว (finger agnosia)
•   ไม่รู้ซ้ายขวา (allochiria)
•   คำนวณไม่ได้ (acalculia)
•   เขียนไม่ได้ (agraphia)
•   อ่านไม่ออก (alexia)
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา 
•   ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบา ๆ และอ่อนแรง
•   ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10 เดือน
•   ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ
•   หลัง 3 ขวบแล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
•   ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
•   หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา
•    มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
•    ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย 

5. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical and Health Impairments)


              •   เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
•    อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
•   เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง
•   มีปัญหาทางระบบประสาท
•   มีความลำบากในการเคลื่อนไหว

โรคลมชัก (Epilepsy)




•   เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง
•   มีกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและมากเกินปล่อยออกมาจากเซลล์สมองพร้อมกัน

1.การชักในช่วงเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)
•   อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
•   มีการกระพริบตาหรืออาจมีเคี้ยวปาก
•   เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
•   เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย

2.การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
•   เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และนอนหลับไปชั่วครู

3.อาการชักแบบ Partial Complex
•   มีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาที
•   เหม่อนิ่ง 
•   เหมือนรู้สึกตัวแต่ไม่รับรู้และไม่ตอบสนองต่อคำพูด
•   หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก

4.อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
•   เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก

5.ลมบ้าหมู (Grand Mal)
•   เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น

การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน ในกรณีเด็กมีอาการชัก
•   จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบที่ไม่มีของแข็ง
•   ไม่จับยึดตัวเด็กขณะชัก
•   หาหมอนหรือสิ่งนุ่มๆรองศีรษะ
•   ดูดน้ำลาย เสมหะ เศษอาหารออกจากปาก เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง
•   จัดเสื้อผ้าเด็กให้หลวม
•   ห้ามนำวัตถุใดๆใส่ในปาก
•   ทำการช่วยหายใจโดยวิธีการเป่าปากหากเด็กหยุดหายใจ

ซี.พี. (Cerebral Palsy)
•   การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
•    การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของสมองแตกต่างกัน

1.กลุ่มแข็งเกร็ง (spastic)
•   spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก
•   spastic diplegia อัมพาตครึ่งท่อนบน
•   spastic paraplegiaอัมพาตครึ่งท่อนบน
•   spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว

2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง (athetoid , ataxia)
•   athetoid อาการขยุกขยิกช้า ๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วๆที่เท้า แขน มือ หรือที่ใบหน้าของ เด็กบางรายอาจมีคอเอียง ปากเบี้ยวร่วมด้วย
•   ataxia มีความผิดปกติในการทรงตัวของร่างกาย กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน

3. กลุ่มอาการแบบผสม (Mixed)
กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy)
•   เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้น ๆ เสื่อมสลายตัว
•   เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
•   จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม

โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic)
•   ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (Spina Bifida)
•   ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนอง เศษกระดูกผุ
•   กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ

โปลิโอ (Poliomyelitis)




•   มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
•   ยืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม

โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesis Imperfeta)




โรคศีรษะโต (Hydrocephalus)



โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)



 โรคระบบทางเดินหายใจ


 โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)
 โรคหัวใจ (Cardiac Conditions)
 โรคมะเร็ง (Cancer)
 เลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia)

แขนขาด้วนแต่กำเนิด (Limb Deficiency)



ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
•   มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
•   ท่าเดินคล้ายกรรไกร
•   เดินขากะเผลก หรืออึดอาดเชื่องช้า
•   ไอเสียงแห้งบ่อย ๆ
•   มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
•   หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจางบนแก้ม ริมฝีปากหรือปลายนิ้ว
•   หกล้มบ่อย ๆ
•   หิวและกระหายน้าอย่างเกินกว่าเหตุ

ประเมินการเรียนรู้
ประเมินอาจารย์
อาจารย์ใช้น้ำเสียงในการสอนสุุภาพอ่อนหวานทำให้น่าฟังและนักศึกษาสนในเรียนมากขึ้นเตรียมแผนการสอนมาเป็นอย่างดีทำให้การสอนราบรื่น
ประเมินตนเอง
เข้าใจในเนื้อหาที่อาจารย์สอน ตั้งใจเรียนมีคุยบ้างเล็กน้อย